วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
กระถางต้นไม้กับความพอดีในชีวิต
สมมติว่ามีกระถางต้นไม้อยู่ 2 ใบ ที่มีขนาดเท่ากัน
ใบแรกใส่ดินก้อนใหญ่
ส่วนใบที่สองใส่ดินที่ก้อนเล็กๆ
ถ้าใส่จำนวนก้อนเท่าๆกัน ถามว่ากระถางใบไหนจะเต็มก่อนกัน
แน่นอนคำตอบที่ได้ก็คงไม่พ้นใบที่ใส่ดินก้อนใหญ่ จากนั้นใส่ดินให้เต็มทั้งสองกระถาง แล้วลองเติมน้ำลงไปเท่าๆกัน ถามว่าน้ำของกระถางใบไหนจะไหลออกจากก้นกระถางหมดก่อนกัน คำตอบที่ได้ก็คงจะไม่พ้นกระถางใบที่ใส่ดินก้อนใหญ่อีกเช่นเคย
แล้วลองมองกลับมาที่ตัวเรา ถ้าเปรียบชีวิตเป็นกระถาง เปรียบสิ่งของเครื่องใช้เป็นดิน เปรียบน้ำเป็นรายได้ของเรา
คุณคิดว่าได้อะไรจากข้อความข้างบน
แน่นอนว่าถ้าดินก้อนใหญ่ เราก็สามารถเติมเต็มชีวิตได้เร็ว แต่เงินทองที่เราหามาได้จะหมดไปอย่างรวดเร็ว ความชุ่มชื้นคงอยู่ได้ไม่นาน ต้องเทนำลงไปบ่อยๆเพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก กว่าจะหล่อหลอมให้ดินเป็นปึกแผ่นเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่ถ้าดินก้อนเล็ก กว่าที่ดินจะเต็มกระถางอาจจะใช้เวลานานกว่า แต่น้ำที่เทลงไปจะคงอยู่ในกระถางได้นานกว่า รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้นานกว่า โอกาสที่จะเป็นปึกแผ่น เป็นเนื้อเดียวกันสามารถทำได้ง่ายกว่า
ถ้าคนเรารู้จักประมาณตน ไม่ใช้สิ่งของที่เกินกำลัง(ไม่ยึดติดกับวัตถุ) ก็คงจะดี จริงมั้ย
ถ้าคิดจะใช้ดินก้อนใหญ่ ก็ต้องหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ถ้าแหล่งน้ำเล็กก็คงจะเดือดร้อนแน่นอน
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
10 ประเทศที่มี 7-Eleven มากที่สุด
กลายเป็นแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว สำหรับ 7-Eleven แต่ประเทศที่มีสาขามากที่สุดกลับอยู่ในเอชียไม่ใช่ยุโรป
เซเว่น อีเลฟเว่น ถือกำเนิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2470 โดย บริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ จำกัด (เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น) เริ่มต้นกิจการผลิต และจัดจำหน่ายน้ำแข็ง ที่เมืองดัลลัส มลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ในปีเดียวกัน ทางบริษัทฯ ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ มาจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Tote'm Store ต่อมาในปี พ.ศ. 2489 ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็น เซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) เพื่อรองรับการขยายกิจการนี้ ซึ่งในระยะแรก เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. ของทุกวัน อันเป็นที่มาของชื่อ เซเว่น อีเลฟเว่น นั่นเอง
ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1980 บริษัทเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน และได้รับความช่วยเหลือจากอิโต-โยคะโดซึ่งเป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์รายใหญ่ที่สุด บริษัทญี่ปุ่นมีอำนาจควบคุมบริษัทในปี พ.ศ. 2534 ในปี พ.ศ. 2548 อิโต-โยคะโดก่อตั้งบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์และเซเว่น อีเลฟเว่นก็กลายเป็นบริษัทลูกของเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ตั้งแต่นั้นมา
ในส่วนของประเทศไทย แฟรนไชส์ เซเว่น อีเลฟเว่น บริหารโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.ซีพี ออลล์ (เดิมคือ บมจ. ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยได้ลงนามในสัญญา ซื้อสิทธิการประกอบกิจการ จากเจ้าของสิทธิ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531
เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแรกในประเทศไทย คือ สาขาถนนพัฒน์พงศ์ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนพัฒน์พงษ์ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันมีจำนวนสาขาประมาณ 5,123 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552) เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีมากกว่า 3,000 สาขา ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับ 4 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังถือเป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายมากที่สุด โดยมียอดขายเฉลี่ย 65,019 บาท ต่อวันต่อสาขาซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดีต่อวันมากที่สุดของประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 333,092,337 บาท รวม 5,123 สาขาทั่วประเทศ
สำหรับประเทศที่มี 7-Eleven มากที่สุดคือ
อันดับ 10 ประเทศสิงคโปร์ มี 435 สาขา
อันดับ 9 ประเทศแคนาดา มี 462 สาขา
อันดับ 8 ประเทศสหรัฐอเมริกา มี 586 สาขา
อันดับ 7 ประเทศเม็กซิโก มี 969 สาขา
อันดับ 6 ประเทศมาเลเซีย มี 1,013 สาขา
อันดับ 5 ประเทศจีน มี 1,440 สาขา
อันดับ 4 ประเทศเกาหลีใต้ มี 1,995 สาขา
อันดับ 3 ประเทศไทย มี 4,778 สาขา
อันดับ 2 ประเทศไต้หวัน มี 4,800 สาขา
อันดับ 1 ประเทศญี่ปุ่น มี 12,105 สาขา
เซเว่น อีเลฟเว่น ถือกำเนิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2470 โดย บริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ จำกัด (เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น) เริ่มต้นกิจการผลิต และจัดจำหน่ายน้ำแข็ง ที่เมืองดัลลัส มลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ในปีเดียวกัน ทางบริษัทฯ ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ มาจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Tote'm Store ต่อมาในปี พ.ศ. 2489 ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็น เซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) เพื่อรองรับการขยายกิจการนี้ ซึ่งในระยะแรก เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. ของทุกวัน อันเป็นที่มาของชื่อ เซเว่น อีเลฟเว่น นั่นเอง
ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1980 บริษัทเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน และได้รับความช่วยเหลือจากอิโต-โยคะโดซึ่งเป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์รายใหญ่ที่สุด บริษัทญี่ปุ่นมีอำนาจควบคุมบริษัทในปี พ.ศ. 2534 ในปี พ.ศ. 2548 อิโต-โยคะโดก่อตั้งบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์และเซเว่น อีเลฟเว่นก็กลายเป็นบริษัทลูกของเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ตั้งแต่นั้นมา
ในส่วนของประเทศไทย แฟรนไชส์ เซเว่น อีเลฟเว่น บริหารโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.ซีพี ออลล์ (เดิมคือ บมจ. ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยได้ลงนามในสัญญา ซื้อสิทธิการประกอบกิจการ จากเจ้าของสิทธิ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531
เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแรกในประเทศไทย คือ สาขาถนนพัฒน์พงศ์ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนพัฒน์พงษ์ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันมีจำนวนสาขาประมาณ 5,123 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552) เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีมากกว่า 3,000 สาขา ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับ 4 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังถือเป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายมากที่สุด โดยมียอดขายเฉลี่ย 65,019 บาท ต่อวันต่อสาขาซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดีต่อวันมากที่สุดของประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 333,092,337 บาท รวม 5,123 สาขาทั่วประเทศ
สำหรับประเทศที่มี 7-Eleven มากที่สุดคือ
อันดับ 10 ประเทศสิงคโปร์ มี 435 สาขา
อันดับ 9 ประเทศแคนาดา มี 462 สาขา
อันดับ 8 ประเทศสหรัฐอเมริกา มี 586 สาขา
อันดับ 7 ประเทศเม็กซิโก มี 969 สาขา
อันดับ 6 ประเทศมาเลเซีย มี 1,013 สาขา
อันดับ 5 ประเทศจีน มี 1,440 สาขา
อันดับ 4 ประเทศเกาหลีใต้ มี 1,995 สาขา
อันดับ 3 ประเทศไทย มี 4,778 สาขา
อันดับ 2 ประเทศไต้หวัน มี 4,800 สาขา
อันดับ 1 ประเทศญี่ปุ่น มี 12,105 สาขา
วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553
สำนวนแมว แมว
ที่เท่าแมวดิ้นตาย
มีที่มาจากนิทานพื้นบ้าน เรื่อง "ศรีธนญชัย" ตอนที่ศรีธนญชัยกราบทูลขอที่ดินจากพระเจ้าแผ่นดิน ขอเพียงที่เท่าแมวดิ้นตายเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็นที่ดินเพียงเล็กน้อย จึงทรงอนุญาต ศรีธนญชัยได้ทีจึงเอาแมวตัวหนึ่งมาผูกเชือกที่คอ แล้วเฆี่ยนให้แมวดิ้นไปเรื่อย ๆ กว่าแมวตัวนั้นจะตายก็กินพื้นที่เป็นอาณาบริเวณกว้าง
จากนิทานเรื่อง ศรีธนญชัย "ที่เท่าแมวดิ้นตาย" จะหมายถึง ที่ดินจำนวนมาก แต่ในการใช้เป็นสำนวน จะหมายถึง ที่ดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แมวไม่อยู่ หนูละเลิง
อย่าคิดว่า เขียนผิด หรือสะกดผิดนะคะ คำว่า ละเลิง เป็นคำเก่าที่มีความหมายว่า เหลิงจนลืมตัว ลำพอง หรือคึกคะนอง แต่ในปัจจุบันมักจะใช้ "แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง"
สำนวนนี้หมายถึง เวลาที่ผู้ให่ไม่อยู่ผู้น้อยก็เล่นกันคึกคะนอง ลำพองตน ที่ว่าสำนวนนี้น่าสนใจก็เพราะว่า การเอาธรรมชาติของหนูที่กลัวแมวมาเปรียบเทียบ โดยเปรียบแมวเป็นผู้ใหญ่ เปรียบหนูเป็นผู้น้อยนั่นเอง และบางโอกาสสำนวนนี้ก็จะมีคำต่อท้ายสำนวนด้วย คือ "แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง แมวมาหลังคาเปิง" นั่นคือเวลาผู้ใหญ่ไม่อยู่ ผู้น้อยก็เล่นกันอย่างเมามัน สนุกสนาน ครั้นผู้ใหญ่กลับมาก็ลนลาน รีบเก็บกวาดข้าวของและสถานที่ให้อยู่ในสภาพปกติ เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฝากเนื้อไว้กับเสือ ฝากปลาย่างไว้กับแมว
มีที่มาจากบทเสภาหลวงเรื่อง "ขุนช้าง-ขุนแผน" ตอนที่ขุนแผนทิ้งนางวันทองไว้กับขุนช้าง แล้วขุนแผนก็คิดว่า "เราฝากวันทองไว้กับขุนช้างเหมือนฝากปลาย่างไว้กับแมว" เพราะขุนช้างก็รักนางวันทองเช่นกัน ดังคำประพันธ์จากบทเสภาหลวงเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ดังนี้
เนื้อตกถึงเสือหรือจะงด อร่อยรสค่อยกินเป็นภักษา
ทิ้งไว้ให้มันสองเวลา เจ้าแก้วตานี้จะเป็นประการใด
สำนวนนี้บางทีอาจใช้ว่า "ฝากอ้อยไว้กับช้าง ฝากปลาย่างไว้กับแมว" ก็ได้ทั้งสองแบบ เพราะทั้งสองแบบมีความหมายเหมือนกันคือ ฝากสิ่งใดไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้น ย่อมสูญเสียให้กับผู้นั้นไป
หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว
มีความหมายว่า การทำประชดหรือแดกดันที่ผู้ทำรังแต่จะเสียประโยชน์ ตัวอย่างเช่น คุณยกสมบัติให้เขาไปแบบนี้ เหมือนหุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว เขายิ่งชอบใจ เอาไปถลุงใช้เพลินไปเลย เป็นต้น
สำนวนนี้มีที่มาจากความจริงที่ว่า โดยทั่วไปแล้ว หมาชอบข้าว และแมวก็ชอบกินปลา ดังนั้น เมื่อหุงข้าวหรือปิ้งปลาให้ ทั้งหมาและแมวก็กินเสียเพลิน มีความสุข แต่คนหุงคนปิ้งกลับเสียของเอง เปรียบเหมือนเราโกรธใครแล้วให้ในสิ่งที่ผู้นั้นขอเพื่อเป็นการประชดแดกดัน ก็เท่ากับเข้าทางเขา และผู้ที่เสียประโยชน์ก็คือตัวเราเอง เพราะไหนจะไม่หายโกรธแล้ว ยังต้องเสียของไปอีก
เรียกว่าเป็นการประชดแดกดันอย่างไม่ถูกทาง และทำให้เสียหายเพิ่มขึ้น ดังเช่นคำประพันธ์จากสุภาษิตคำโคลงของสำนวน "หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว" ดังนี้
ประชดหมายเรียกร้อง เห็นใจ
จึงทุ่มเทกลับไป เฉกแสร้ง
เขารอรับเร็วไว ทุกสิ่ง เสนอนา
เกิดก่อประโยชน์แล้ง ต่างล้วนคือสูญ
ย้อมแมวขาย
เป็นสำนวนที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ในหมู่ของนักธุรกิจผู้ทำการค้า ในสมัยโบราณคนมักนิยมเลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา และเพื่อนก็มักต้องการให้เพื่อนดูดี สวยงาม คนสมัยโบราณจึงใช้ขมิ้นบ้าง ปูนบ้าง มาย้อมสีขนของแมวให้มีสีสันที่สดใสสวยงามเป็นที่สะดุดตา จึงเป็นที่มาของสำนวน
วงจรชีวิตคนเรา ลองพิจารณาดู
ความสำเร็จสูงสุดของคนๆหนึ่ง...
เมื่อแรกเกิด ความ สำเร็จสูงสุดคือ สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง
เมื่ออายุได้ 1 ขวบ ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถจำคนในบ้านได้ทุกคน
เมื่ออายุได้ 2 ขวบ ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถเดินได้
เมื่ออายุได้ 4 ขวบ ความสำเร็จสูงสุดคือ ไม่ฉี่รดที่นอน
เมื่ออายุได้ 15 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ มีเพื่อนฝูงมากมาย
เมื่ออายุได้ 20 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ เรื่องบนเตียง
เมื่ออายุได้ 30 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ มีความมั่นคงในชีวิต
เมื่ออายุได้ 50 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ เรื่องบนเตียง
เมื่ออายุได้ 60 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ มีเพื่อนฝูงมากมาย
เมื่ออายุได้ 65 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ ไม่ฉี่รดที่นอน
เมื่ออายุได้ 70 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถเดินได้
เมื่ออายุได้ 75 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถจำคนในบ้านได้ทุกคน
เมื่ออายุได้ 80 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง
วิธีดูแบบโบราณ... ได้ลูกสาวหรือลูกชาย
สมัยก่อนนั้นยังไม่มีการอัลตร้าซาวน์ว่าคนคนนั้นจะได้ลูกสาว หรือลูกชาย แต่คนโบราณเขาก็มีวิธีดูตามความเชื่อกันต่างๆ นาๆ ในการทายจากพฤติกรรมต่างๆ
จนทำให้เชื่อว่าคนๆ นั้นจะได้ลูกเพศอะไร … ซึ่งวิธีดูของคนโบราณ อาทิ
1. ดูจากการก้าวเท้าของแม่ โบราณบอกว่า ให้คุณแม่ทดลองก้าวเท้าสัก 2-3 ก้าว
หากก้าวเท้าขวาจะได้ลูกชาย ก้าวเท้าซ้ายจะได้ลูกสาว
(ที่สำคัญอย่าให้คุณแม่รู้ตัวก่อนนะคะว่าคำทำนายจะเป็นอย่างไร ไม่งั้นไม่ตรงค่ะ)
2.ดูจากฝ่ามือคุณแม่ ถ้าคุณแม่หงายมือมา แสดงว่าลูกเป็นลูกสาว
ถ้าคว่ำมือลูกเป็นผู้ชาย ถ้ายื่นมือซ้ายเป็นลูกสาว ถ้ายื่นมือขวาเป็นลูกชาย
3.ดูจากใบหน้าคุณแม่ ถ้าคุณแม่มีหน้าตาแจ่มใส ไม่มีฝ้าจะได้ลูกชาย
แต่ถ้าคุณแม่ดูโทรม มีไฝฝ้าจะได้ลูกสาว
4.ดูจากความฝันของแม่ ถ้าฝันว่าได้แหวนจะได้ลูกชาย ถ้าฝันว่าได้สร้อย ได้กำไล ตุ้มหู จะได้ลูกสาว
5.ทายจากเด็กเหยียบท้อง ถ้าไม่เหยียบแปลว่าได้ลูกสาว ถ้าเหยียบแปลว่าได้ลูกชาย
ยุงชอบกัดคนประเภทไหน
ยุงชอบกัดคนประเภทไหน ★ ยุงชอบกัดคนที่มีเหงื่อออกมาก ★ ยุงชอบกัดคนที่ตัวร้อน (อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง) ★ ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจเป็นตัวดึงดูดยุง ★ ยุงชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นและลักษณะผิวหนัง ★ ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน ★ ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำ กรมท่า แดง เขียว มากกว่าสีขาว |
วิธีขจัดความเครียด 5 วันทำงาน
ทุกครั้งที่เริ่มต้นสัปดาห์แห่งการทำงาน คุณอาจรู้สึกเบื่อเมื่อนึกถึงงานที่ต้องทำอีก 5 วัน ตลอดจนปัญหาที่จะเข้ามาแทรกทำให้คุณต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ดังนี้
วันจันทร์ : ปรับนิสัยการทำงาน
มักเป็นวันที่จราจรคับคั่งเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันแรกของสัปดาห์การทำงาน หากคุณไม่อยากออกจากบ้านเพื่อเผชิญกับรถติดให้อารมณ์เสียกันตั้งแต่เช้า ขอแนะนำให้ตื่นเร็วขึ้นอีกสัก 10 นาที จะได้มีเวลาจัดการตนเองมากขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องประสบกับจราจรคับคั่งอย่างที่เคยชิน เมื่อไปถึงที่ทำงานให้จัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำ แต่ควรจดในสิ่งที่สามารถทำได้ภายใน 1 วัน มิฉะนั้นอาจเหลืองานที่ยังทำไม่ทันบนกระดาษ ก่อให้เกิดความรู้สึกเครียด กังวลมากขึ้นไปอีก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ จัดการงานไปทีละส่วน วิธีนี้จะช่วยป้องกันการผัดวันประกันพรุ่ง ช่วยให้คุณรู้สึกว่างานนั้นง่ายและเสร็จเร็วกว่าที่คิด ในขณะทำงานอาจมีเวลาสักช่วงที่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน ให้พยายามเลือกทำงานชิ้นที่คิดว่าใช้เวลาน้อยจะเหมาะที่สุด และสุดท้ายอุปสรรคของการทำงาน คือ การติดต่อสื่อสาร หากคิดว่าช่วงไหนยุ่ง มีงานเร่งด่วน ควรปิดมือถือและใช้ระบบฝากข้อความแทน
วันอังคาร : สร้างบรรยากาศการทำงานที่รื่นรมย์
สาเหตุของความเครียดส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน เช่น เสียงดัง ห้องทำงานไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มีส่วนช่วยทำให้มีแรงใจในการทำงานมากขึ้น เริ่มจาก ทำความสะอาดโต๊ะทำงาน จัดของให้เป็นระเบียบ หยิบใช้ หรือหาง่าย เพิ่มความสะดวก หาของตกแต่งเพิ่มสีสันบนโต๊ะทำงาน จะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเช่น แจกันดอกไม้ ภาพถ่ายกับเพื่อน ครอบครัว หรือภาพเขียนที่ชื่นชอบ ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ทำงาน สำรวจว่าโต๊ะทำงานมีแสงสว่างเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะหากมีน้อยไปจะเสียสายตา แก้ไขโดยติดตั้งโคมไฟตั้งโต๊ะ เก้าอี้ไม่แข็งเกินไป นั่งแล้วสายตาพอดีกับโต๊ะ จอคอมพิวเตอร์
วันพุธ : ลดความกังวล
ความกังวลแบบพอดี ทำให้เราไม่ประมาท รู้จักเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำงาน อย่างไรก็ตามหากมีมากไป จะเป็นอุปสรรคในการทำงาน ทำให้ประหม่า ไม่กล้าตัดสินใจ และอาจทำให้งานล่าช้า นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงชีวิตนอกเวลางาน เก็บไปคิดให้กลุ้มใจเป็นวันๆ ดังนั้นเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกกังวลมาก ขอให้ถามตนเองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นของใคร คิดกังวลแทนคนอื่นมากไปหรือไม่ จากนั้นอาจปรึกษา พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และขบคิดดูว่าปัญหามีขอบเขตแค่ไหน และเริ่มหาทางแก้ไขปัญหา ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละน้อย
วันพฤหัสบดี : หันมาฟังเสียงตัวเอง ขจัดความเครียด
โดยปกติในชีวิตประจำวัน เวลาคิด หรือตัดสินใจ เรามักพูดกับตนเองในใจ ซึ่งแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ แง่บวก และแง่ลบ ซึ่งการคิดในแง่บวกจะช่วยในการตัดสินใจ เพิ่มความมั่นใจ แต่คิดในแง่ลบจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลมากขึ้น เช่น คนที่ยึดถือในความสมบูรณ์แบบมักคิดแบบเกินตัว ซึ่งมักรำพึงรำพันกับตัวเองว่า ""ฉันน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ (ซึ่งสถานการณ์จริง ผ่านมานานสายเกินแก้ไขแล้ว)" ยิ่งเพิ่มความเครียดให้ตนเอง ทางแก้ไขควรคิดแบบแง่บวกมากขึ้น เปลี่ยนจากคำถามว่า "ฉันทำผิดพลาดตรงไหน" มาเป็น "จะแก้ไขอย่างไรดี" จะเหมาะสมกว่า
วันศุกร์ : วิธีขจัดเครียดอย่างง่ายและรวดเร็ว
ในระหว่างวันที่ คุณจะต้องเจอกับปัญหาหลายอย่าง มีวิธีขจัดความเครียดอย่างได้ผลและรวดเร็วมาฝากโดยการ กำหนดลมหายใจ ให้หายใจเข้า-ออก ลึกๆหลายๆครั้ง โดยไม่เปิดปากจะรู้สึกว่าอากาศจะเข้าไปเต็มปอด และท้อง จากนั้นก็หายใจออก พักสักครู่ อาจไปเดินเล่นสักพัก หรือฟังเพลง พักดื่มน้ำ ของว่างสักนิด ออกกำลังกาย นั่งนานๆมาทั้งวันอาจรู้สึกตึงบริเวณหลัง ขาดการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายได้ยืดเส้นยืดสาย เพียงแค่วันละ 10 นาที ก็จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรืออาหารไขมันสูง หมั่นยิ้มและหัวเราะกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นวิธีที่แบบธรรมชาติที่ลดความเครียดได้อย่างดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)