วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

อย่าไว้ใจ...ไม้จิ้มฟัน

หลายคนคงจะเคยประสบกับปัญหามีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟันหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งแต่ละคนก็คงจะมีวิธีแก้ไขต่างๆ กันไป แต่วิธีที่ง่าย สะดวกที่สุด อีกทั้งมีอุปกรณ์ไว้คอยบริการอยู่ตามร้านอาหารทั่วไป ก็คือ การใช้ไม้จิ้มฟัน ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะคะว่า ไม้จิ้มฟัน ดังนั้นหน้าที่ของมันก็คือ ใช้จิ้มฟันเขี่ยเศษอาหารที่ติดอยู่บริเวณซอกฟันออก



การใช้ไม้จิ้มฟันอย่างถูกวิธี คือ ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเศษอาหารจากเหงือกไปตามซี่ฟัน ไม่ควรทิ่มเข้าไปในซอกฟัน หรือทิ่มจากด้านหน้าฟันทะลุไปถึงหลังฟัน

แต่คงมีหลายคนที่ใช้ไม้จิ้มฟันผิดวิธี คือใช้ไม้จิ้มฟันทิ่มเข้าไปในซอกฟัน เพราะความเรียวเล็กที่ปลายและค่อยๆ ใหญ่ขึ้นถึงโคน เมื่อทิ่มเลยเข้าไปในซอกฟันมากๆ เข้า ขนาดของไม้จิ้มฟันก็จะไปเบียดให้ยอดเหงือกถูกกดต่ำลง เมื่อใช้บ่อยๆ เข้ายอดเหงือกที่เคย แหลมปิดซอกฟันก็จะถูกเบียดให้ต่ำลง และทำให้ยิ่งมีช่องว่างที่ใหญ่ขึ้นส่งผลให้เศษอาหารยิ่งเข้าไปติดง่ายขึ้น อีกทั้งเมื่อเกิด ช่องว่างระหว่างฟันทำให้ขาดความสวยงามด้วย

นอกจากนี้เรื่องความสะอาดของไม้จิ้มฟันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม้จิ้มฟันตามร้านอาหารชั้นนำอาจมีรูปแบบการบรรจุแยกชิ้น ซึ่งก็จะมีความสะอาดในระดับหนึ่ง แต่ไม้จิ้มฟันที่เราเห็นกันอยู่ตามร้านอาหารทั่วไปมักใส่กล่องไว้เฉยๆ บางร้านมีฝาปิดบางร้านไม่มี ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค และ ฝุ่นละอองได้ทั้งสิ้น ถ้าเราใช้ไม้จิ้มฟันอย่างไม่ระวัง โอกาสที่จะทำให้มีการติดเชื้อก็เป็นไปได้ง่ายโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเหงือกอักเสบอยู่แล้ว บางคนมีความเคยชินที่จะต้องใช้ไม้จิ้มฟันหลังอาหารทั้งๆที่ไม่มีเศษอาหารติดฟัน คือขอเพียงแค่เอาไม้จิ้มฟันไปกัดไว้เล่นๆ ซึ่งก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ช่องปากของเราโดยไม่จำเป็น
วิธีการทำความสะอาดซอกฟันที่ทันตแพทย์แนะนำให้ใช้ ได้แก่ การใช้ไหมขัดฟัน

ไหมขัดฟันเป็นใยไนลอนที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟันและสามารถขจัดคราบอาหารหรือเศษอาหารชิ้นโตๆได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไม่เป็นอันตรายต่อ เหงือกและไม่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟัน แต่ข้อจำกัดของการใช้ไหมขัดฟันคือการใช้เวลาค่อนข้างมากในการทำความสะอาด ซอกฟันให้ครบทุกซี่

จะเห็นได้ว่าการขจัดเศษอาหารออกจากซอกฟันมีวิธีการหลายวิธี ดังนั้นเราควรเลือกวิธีการที่มีประสิทธิภาพและไม่ส่งผล เสียต่อเหงือกและฟันของเรานะคะ แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้ไม้จิ้มฟัน ก็ควรใช้อย่างถูกวิธีและพิจารณาความสะอาดของไม้จิ้มฟันก่อนที่จะนำเข้าปากทุกครั้ง



หัวเราะต่อต้านโรค



ผู้เชี่ยวชาญให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการหัวเราะ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของเรา

การหัวเราะจะทำให้หลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน อันเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข และยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นยาแก้ปวดเมื่อยของร่างกายด้วย

พวกเขาบอกให้เราหัวเราะอย่างจริงจัง จนรู้สึกไปทั่วสรรพางค์กาย หรือจนน้ำหูน้ำตาไหล การหัวเราะทำให้รู้สึกสบายใจ ช่วยระบายขับถ่ายอารมณ์ด้วย เมื่อเวลาเราหัวเราะ เราจะเกิดการเปลี่ยน แปลงทางร่างกายขึ้นต่างๆ กล้ามเนื้อทั่วตัวตั้งแต่ที่ใบหน้าและทั้งตัวจะผ่อนคลาย ชีพจรและอัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มพูนออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ
เมื่อเราเกิดความเครียด มันจะพลอยทำให้ระบบภูมิคุ้มโรคเฉื่อยชา ผู้เชี่ยวชาญบางคนถึงกับกล่าวว่า เราอาจจะใช้ อารมณ์ขันเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของภูมิต้านทานในการต่อสู้กับโรค การหัวร่อช่วยให้นอนหลับดี และหลอดเลือดก็ยืดหยุ่นดี ที่สำคัญ อย่าไปดูถูกการหัวเราะ มันอาจจะเป็นโอสถเอกของเราก็ได้

ฉลาดเลือก ... ใช้แปรงสีฟัน


การแปรงฟันเป็นวิธีการทำความสะอาดช่องปาก ที่ช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหาร ที่ตกค้างออกจากช่อง ปาก เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบ แปรงสีฟัน... เป็นเครื่องมือสำคัญ สำหรับช่วยในการแปรงฟัน เราจึงรู้จักวิธีการเลือกแปรงสีฟันที่ดี ซึ่งจะทำได้ดังนี้คือ

ก่อนซื้อ ... ต้องดูฉลาก 

1) ดูที่ชนิดของแปรงสีฟันควรเลือกแปรงสีฟันชนิดนุ่ม(soft) หรือ ปานกลาง(medium)

2) มีการระบุว่า มนปลายขนแปรง(end-rounded)
3) แปรงสีฟันมีความยาวคลุมฟัน ประมาณ 2 ซี่ ถึง 2? ซี่ และ

4) ดูว่ามีชื่อบริษัทผู้ผลิตด้วย
เมื่อแกะกล่องควรตรวจแปรงสีฟันดังนี้

1) เอานิ้วลูบตามขอบของหัวแปรงสีฟัน ต้องไม่มีส่วนใดที่มีความคม หรือเป็นมุมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเหงือกและกระพุ้งแก้ม

2) เอานิ้วลูบหน้าตัดขนแปรง ต้องไม่คมบาดมือและขนแปรงควรสปริงตัวได้ดี
3) ด้ามแปรงจับถนัดมือ
ทำไม ต้องเลือกขนแปรงชนิดนุ่ม  

เพราะขนแปรงนุ่มสามารถเข้าทำความสะอาดบริเวณซอกฟันและร่องเหงือกได้ดี โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายและเหมาะสมกับวิธีแปรงฟันที่แนะนำ คือ วิธีแปรงฟันแบบ ขยับ-ปัด (Modified bass technique) ถ้าชอบแปรงสีฟันชนิด ปานกลาง ก็ขอให้ระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเหงือกและฟัน ดังนี้

(1) คอฟันสึก
(2) เหงือกร่น ซึ่งมีวิธีป้องกัน คือ
(2.1) ห้ามใช้วิธีการแปรงฟันแบบ ถูไป- มาแรงๆ เด็ดขาด ควรค่อยแปรงเบาๆ อย่ารีบร้อน

(2.2) ค่อยๆ ขยับแปรงสีฟันสั้นๆ ทีละ 2-3 ซี่ อย่าแปรงแบบลากยาว เพราะจะทำให้คอฟันสึกได้
วิธีที่ถูกต้องของการแปรงฟันแบบขยับ-ปัด คือ การ วางขนแปรงที่คอฟัน ซึ่งจะเป็นบริเวณที่มีการสะสมของคราบจุลินทรีย์ โดยทำมุมประมาณ 45 องศากับตัวฟัน เพื่อให้ขนแปรงสามารถเข้าไปทำความสะอาด บริเวณร่องเหงือกได้ แล้วขยับไปมาสั้นๆ 4-5 ครั้ง ฟันบนปัดลงล่าง ฟันล่างปัดขึ้นบน เมื่อย้ายไปแปรงตำแหน่งใหม่ ควรแปรงคล่อมฟัน ที่แปรงไปแล้วด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าได้ทำความสะอาดซอกฟันทุกแห่งอย่างทั่วถึง

จากกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย

สวมส้นสูงนานๆน่าเป็นห่วง

ผู้หญิง ความงาม และ การแต่งตัว ต่างเกิดมาเพื่อกันและกัน การที่ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัว ก็เพื่อเพิ่มความเด่น ลบความด้อย เสริมบุคลิกภาพในการเข้าสังคม โดยเฉพาะ รองเท้าส้นสูง ดูจะเป็นเครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่งที่คุณผู้หญิงให้ความสำคัญ เมื่อสวมแล้วเดินสวยๆ เข้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ยิ่งส่งให้ดูสง่าผ่าเผยขึ้นทันตา แต่การสวมรองเท้าส้นสูงบ่อยๆ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้




เนื่องจากคุณผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ จะมีอาการ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เกิดโรคข้อนิ้วหัวแม่เท้าเสื่อม แข็งเก ผิดรูปหรือซ้อน รวมทั้งอาจเกิดรอยด้านบริเวณผิวหนังที่ถูกเสียดสี เป็นตาปลา เกิดก้อนแข็งๆ ปูดนูนขึ้น เจ็บบริเวณเล็บหรือเล็บขบ อีกทั้งขณะที่สวมรองเท้าส้นสูง อวัยวะบางส่วนของร่างกายต้องรับบทหนักเริ่มที่...

หลังส่วนกลาง: จะต้องบิดโค้งเพิ่มมากขึ้น

เชิงกราน: ถูกยกอย่างไม่สมดุล ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานอ่อนแอ

เข่า: ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวด โรคกระดูกหรือข้อต่ออักเสบตามมา

น่อง: การเดินเขย่งจะทำให้กล้ามเนื้อน่องสั้นขึ้น
ข้อเท้า: การขยับข้อเท้าในขณะสวมรองเท้าอยู่นั้น หากทำผิดจังหวะอาจทำให้ข้อเท้าแพลง

เท้า: ส่วนที่รับบทหนัก เพราะต้องรักษาดุลไปด้านหน้า ส่งผลต่อกระดูกที่ฝ่าเท้าอาจมีอาการปวดเมื่อยจนอักเสบ การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่งจะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่การปวดหลัง

อาการทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงทุกคนเสมอไป เพราะแต่ละคนมีรูปเท้าหรือลักษณะเท้าที่แตกต่างกัน เช่น รูปเท้าเรียว อวบนูน จะไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่รูปเท้าแบนราบ มักเกิดอาการปวดเมื่อย ทั้งนี้เพราะฝ่าเท้าจะสัมผัสกับพื้นรองเท้ามากเป็นพิเศษ ประกอบกับพื้นรองเท้าส่วนใหญ่จะแคบ ทำให้เท้าถูกบีบรัดตัว ผู้มีรูปเท้าแบน จึงควรเลือกรองเท้าพื้นกว้างๆ จะปลายกว้างหรือปลายแหลมก็ได้
หากมีอาการปวดเมื่อยเท้า ควรแช่ด้วยน้ำอุ่นจัด ด้วยระดับน้ำที่สูงถึงครึ่งน่อง นาน 10-15 นาที พร้อมทั้งออกกำลังเท้าและนิ้วเท้า โดยกระดกปลายเท้าขึ้น-ลง เหยียดงอนิ้วเท้า หันฝ่าเท้าสลับเข้า-ออก หรือใช้มือบีบนวดบริเวณอุ้งเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำวนวนมาก จะช่วยบรรเทาอาการเมื่อยลงได้



สำหรับผู้ที่มีอาการเท้าแพลง เบื้องต้นในระยะ 1-2 วันแรก ใช้น้ำแข็งประคบ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง พันด้วยผ้ายืด พักการใช้งานข้อเท้า หากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์



เมื่อใช้งานเท้าหนัก ก็ควรดูแลเท้าด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน อย่างการทำ "สปาเท้า" เพราะแค่มีมะขามเปียก สบู่เหลวหรือสบู่ก้อน แปรงสีฟันเก่าที่เลิกใช้ สำลี โทนเนอร์ และโลชั่นน้ำนม ก็สามารถทำได้แล้ว เริ่มจากการขัดด้วยมะขามเปียก ตามด้วยสบู่ ขัดไปเรื่อยๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย นำแปรงสีฟันมาถูบริเวณรอยดำ รอยด้าน จากนั้นใช้สำลีชุบโทนเนอร์ ขัดบริเวณที่ด้าน เช่น ส้นเท้า สุดท้ายค่อยลงโลชั่นน้ำนมให้ทั่ว คุณก็จะได้เท้าที่สะอาด ผ่อนคลาย หากพอมีเวลาควรทำสปาเท้าอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์

เห็นทีคุณผู้หญิงคงจะต้องพิถีพิถันกับการดูแลเท้าให้มากขึ้น หากไม่สามารถเลิกสวมรองเท้าส้นสูงทั้งๆ ที่มีอาการปวดเมื่อย ก็ควรลดความสูงลงบ้าง รวมทั้งการฝึกเดิน-ยืน โดยการเขย่ง คล้ายๆ กับเวลาที่สวมรองเท้าส้นสูงเพื่อสร้างความคุ้นเคย และอย่าลืมดูแลเท้าตามคำแนะนำ เพื่อสุขภาพเท้าที่ดีและการเดินบนรองเท้าส้นสูงคู่สวยด้วยความมั่นใจ

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ปัสสาวะอย่างไรให้ถูกวิธี


หลายคนอาจจะสงสัยว่าการขับถ่ายปัสสาวะทำไมถึงต้องมาเรียนรู้เพราะว่าทุกคนก็ขับถ่ายมาตั้งแต่เกิด จริงๆ แล้วปัสสาวะสามารถแสดงถึงความผิดปกติของร่างกายที่สำคัญ ดังนั้นในวันนี้เรามาเรียนรู้การขับถ่ายปัสสาวะอย่างถูกวิธีกันเถอะ



1. อย่ากลั้นปัสสาวะโดยเด็ดขาด เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะทันที

2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดชำรุดได้

3. ควรถ่ายปัสสาวะให้หมดหรือให้เหลือน้อยที่สุด คือ เมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัยหรือจะรู้สึกว่าปวดปัสสาวะตลอดเวลา ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะและน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้ง เช่น ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเช่นไร เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบ่งบอกความผิดปกติของร่างกายได้

6. หลังปัสสาวะควรใช้กระดาษชำระซับอวัยวะเพศให้แห้งทุกครั้ง หรืออาจจะล้างทำความสะอาดได้ แต่อย่าให้เปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้

7. ถ้าปัสสาวะไม่ออก ต้องไปพบแพทย์ อย่าซื้อยารับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

8. การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

9. ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

10. ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้งจะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ไม่ควรมีสิ่งอื่นเจือปน เช่น มูก หนอง น้ำเหลือง หรือเลือดถ้ามีถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ทันที

12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากต้องไปพบแพทย์ทันที

13. เราทุกคนควรต้องปัสสาวะอย่างน้อยวันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะใน 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน


แหล่งที่มา : สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

30 ทิปคอมพิวเตอร์เล็กน้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

30 ทิปเล็กน้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม


1. ในขณะที่คุณกำลังจะ Restart เครื่องใหม่ ก่อนที่จะกดปุ่ม OK ให้คุณกด Shift ค้างไว้ จะทำให้คุณ Restart ได้เร็วขึ้น

2. ในบาง Web Site หากคุณกด Ctrl ค้างไว้ และเลื่อน Scroll ที่ Mouse จะทำให้ตัวอักษรของ Web Site นั้นใหญ่ขึ้น

3. หากกดปุ่ม Refresh หรือ F5 แล้วยังเป็นข้อมูลเดิม ลองกด Ctrl + F5 รับรองจะได้ข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดแน่ๆ

4. คุณสามารถเปิดไฟล์ Tips.txt ขึ้นมาเพื่ออ่านเทคนิคต่างๆ ได้ ซึ่งไฟล์นี้จะอยู่ใน c:\windows ของคุณ

5. ในระหว่างที่คุณกำหลังใช้งาน IE อยู่นั้น สามารถกดปุ่ม F4 เพื่อเป็นการเปิดดู URL List ในช่อง Address ได้เลย

6. การกดปุ่ม Esc ระหว่างการใช้ IE จะทำให้ IE ของคุณนั้นหยุดโหลดได้ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Stop

7. ระหว่างการใช้ IE สามารถกดปุ่ม Alt + D หรือ Ctrl + Tab เพื่อเข้า Address bar อย่างเร็วได้

8. คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับ Internet ได้โดยทำการถอดสายเครื่องโทรศัพท์ ที่มีการต่อพ่วงอยู่กับสายที่ใช้ต่อ Internet ออก

9. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า welcome กด Enter เพื่อเปิดหน้าต่างต้อนรับของ Windows ได้

10. ที่ Notepad หรือ ICQ หากคุณลืมเปลี่ยน Mode ภาษา ให้กดปุ่ม Ctrl + Back Space เพื่อแก้คำที่พิมพ์ผิดไปแล้ว

11. คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด (.) ลงไปแล้วกด Enter

12. ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar

13. ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ "con" ได้

14. ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น

15. การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu

16. คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก

17. หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น

18. ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send

19. คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้

20. การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ ปัจจุบัน

21. การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา

22. เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break

23. การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ

24. การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter

25. การลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete

26. การกด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา

27. การ Restart เครื่องอย่างเร็ว คือไปที่ Start -> Shut Down... -> Restart จากนั้น ก่อนที่จะ OK ให้กด Shift ค้างเอาไว้

28. ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้

29. กด Shift + คลิก จะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้อง back กลับ

30. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า hwinfo /ui กด Enter เพื่อดูรายงานต่างๆ ของ HardWare

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความหมายของ HB 2B บนดินสอ


ข้อมูลนี้ได้มาจากหนังสือ "การวาดเขียน" ของอาจารย์ประเสริฐ ศีลรัตนา ดังนี้

ดินสอดำ (Lead pencils) ที่ขายกันในท้องตลาดนั้น ไส้ดินสอทำด้วยถ่านกราไฟต์ (Graphite คือตะกั่วดำที่ใช้ทำดินสอ) ผสมกับ Clay ซึ่งเป็นดินชนิดหนึ่ง ความแข็งหรืออ่อนของไส้นั้น ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของของ Clay ที่ใช้ผสม ดินสออ่อนมากขนาด 6B จะมีดินผสมอยู่เป็นส่วนน้อย แต่ถ้าดินสอขนาด 6H จะมีดินผสมอยู่มากที่สุด ตัว B และ H มาจากคำว่า Black และ Hard ซึ่งบ่งบอกถึงความแข็งแรงของไส้และความเข้มของไส้

ดินสอที่ใช้ในการวาดเขียนมักจะใช้ดินสอที่มีจำนวน B กำกับซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ HB, 2B ไปจนถึง 6B ดินสอที่มีความเข้มน้อย ๆ อาจใช้ในการร่างภาพ และใช้ดินสอที่มีจำนวน B มากในการแรเงา แต่โดยปกติผู้วาดจะได้รับการแนะนำให้ใช้ดินสอที่มีจำนวน B มากที่สุดคือ ดำที่สุดเพียงแท่งเดียว ใช้ทั่งร่างภาพและแรเงา เหตุผลคือไม่ต้องสิ้นเปลืองและวุ่นวายอยู่กับความกะความเข้มของดินสอแต่จะได้รับการสอนให้ฝึกควบคุมน้ำหนักมือและการกะระยะน้ำหนักเข้มให้สัมพันธ์กับน้ำหนักมือโดยใช้ดินสอดำแท่งเดียว

ดินสอคาร์บอน (Carbon pencils) หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า ดินสอถ่าน เป็นดินสอที่ใช้ในการวาดเขียนอีกชนิดหนึ่ง มีวิธีใช้เช่นเดียวกับดินสอธรรมดา ดินสอถ่านทำขึ้นจากส่วนผสมของชาร์โคล (Charcoal คือถ่านไม้) ไส้ดินสอมีลักษณะดำคล้ายถ่านมีทั้งชนิดแข็งและอ่อน เริ่มด้วย HH ซึ่งแข็งมาก HB ปานกลาง และ B ไส้จะอ่อนแต่ดำ BB จะดำขึ้นไปอีก ส่วน BB นั้นดำที่สุด บางบริษัทที่ผลิตจะใช้ตัวอักษร E กำกับแทนตัว B



ที่มา 108 ซองคำถาม